นางสาวบุหงา เสมจิตร์

นางสาวบุหงา   เสมจิตร์
นางสาวบุหงา เสมจิตร์ เลขที่ 18 หมู่ที่ 7 ป.บัณฑิตรุ่นที่ 13

สุขสันต์วันวาเลนไทน์

วันพุธที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

องค์กรแห่งนวัตกรรม

สร้างคนสไตล์ 'มิตรผล' องค์กรแห่งนวัตกรรม

๐ กรณีศึกษาองค์กรไทย สร้างนวัตกรรมอย่างไร ? แม้ไม่ใช่ Dream Industry
      
๐ Innovation จะเกิดได้ไอเดียใหม่ๆ ยังไม่พอ ถ้าไม่มีเวทีให้ก็ไร้ความหมาย
      
๐ ทุ่มทุนสร้างคน ส่งเรียนต่อ สัมมนาต่างประเทศ เปิดเสรีความคิด ปัจจัยรักองค์กร
      
๐ คุ้มสุดๆ เมื่อผลงานที่ได้ สร้าง Value และลดต้นทุนมูลค่านับพันล้าน

      
ในการทำธุรกิจนั้นเรื่องการลงทุนด้านเทคโนโลยีพัฒนาองค์ความรู้ การทำวิจัย หรือ R&D ต่างๆเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะเป็นสิ่งที่เพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า นำมาซึ่งรายได้ที่เพิ่มขึ้น แต่การที่จะทำสิ่งต่างๆ ข้างต้นได้นั้น จะไร้ประโยชน์ทันทีถ้า “คน” ของบริษัท ไม่ใช่ The Right Man ตามคำกล่าวที่ว่า Put The Right Man On The Right Job
       
core competency กับนิยามความสำเร็จ
       
           จากการเล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาศักยภาพของคนก่อนพัฒนาสินค้า ทำให้ "บริษัท น้ำตาลมิตรผล จำกัด" เน้นหนักในเรื่องของการค้นหา พัฒนา และรักษาบุคลากรอันเป็นกำลังสำคัญในการนำพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จ รวมถึงการสร้างเสริมศักยภาพให้บุคลากรมีความสามารถ เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันทางธุรกิจในอนาคต
       
           ชุรี นาคทิพวรรณ ผู้จัดการอาวุโส สำนักงานผู้บริหาร กล่าวว่า "มิตรผล" ระบุคุณสมบัติที่พึงประสงค์ต่อองค์กร(core competency)ไว้ 6 ลักษณะด้วยกัน ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่สร้างความเป็นผู้นำให้กับพนักงานในองค์กร คือ 1.การมุ่งมั่นสู่ความสำเร็จ 2.ความใส่ใจในการบริการ 3.ความสามารถในการวิเคราะห์ 4.ความสามารถในการคิดในองค์รวม 5.ความสามารถด้านการคิดริเริ่มอย่างสร้างสรรค์ และ 6.การมุ่งมั่นพัฒนาตนเองและผู้อื่น
       
           นอกจากนี้หนทางสู่ความสำเร็จของพนักงานของ "มิตรผล" จะต้องขึ้นอยู่กับองค์ประกอบ 4 ประการหลัก คือ 1.can do คือต้องคิดอยู่เสมอว่าตัวเองทำได้ เพื่อไม่ตนเองท้อถอย 2.priority setting ต้องสามารถจัดลำดับความสำคัญเรื่องที่ต้องทำก่อน- หลังได้ 3.finding new way of the new thinking คือการค้นหาความคิดใหม่ๆในการทำงานอยู่เสมอ 4.challenge คือ สามารถทำสิ่งที่ท้าทายความสามารถตัวเองเสมอ
       
           สำหรับคำว่าประสบความสำเร็จในความหมายของ "ชุรี" แล้วไม่เพียงแค่ทำงานชิ้นหนึ่งเสร็จเพียงท่านั้น แต่งานที่ทำเสร็จ คือต้องมีความคิดใหม่ๆ ออกมา หรือเทคโนโลยีใหม่ที่สร้างขึ้นมาได้นั้น ต้องกลับมาดูว่าสิ่งเหล่านั้นก่อให้เกิดคุณค่า(value)ในเชิงธุรกิหรือก่อให้เกิดความได้เปรียบในเชิงแข่งขันหรือไม่
       
           "มีไอเดียใหม่ๆ เกิดขึ้นมาไม่พอ แต่จะต้องมี value มีกลยุทธ์ ต้องสามารถสร้างอนาคตให้กับมิตรผล ทำให้เราต้องมาขับเคลื่อนทางนวัตกรรม จะต้องทำอย่างไรให้คนที่คิดอะไรใหม่ๆเบิกบานใจ ภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองคิด สร้างผลงานให้คนอื่นได้รับรู้หรือยกย่อง เพราะฉะนั้นทางบริษัทได้จัดการประกวดนวัตกรรมสำหรับพนักงานขึ้นเป็นประจำทุกปีเปรียบเสมือนเวทีไว้สำหรับการประลองยุทธ์"
       
เวทีนวัตกรรม มูลค่าสร้างคน สร้างงาน
       
           เพื่อส่งเสริมให้องค์กรมีนวัตกรรมใหม่ให้เกิดขึ้นแล้ว มิตรผลจึงได้จัดการประกวดนวัตกรรมของบริษัท (Mitr Phol Best Innovation Award) เป็นประจำทุกปี ซึ่งปีนี้จัดเป็นครั้งที่ 6 เป็นเวทีสำหรับผู้ที่มีความคิดใหม่ๆ เพื่อพัฒนาการทำงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เป็นเวทีที่กระตุ้นให้เกิดการแข่งขันในการสร้างผลงานออกมาของพนักงานภายในองค์กร
       
           โครงการการประกวดนวัตกรรมนั้น มีเพื่อวัตถุประสงค์คือกระตุ้นให้พนักงานมีความริเริ่มสร้างสรรค์อยู่ตลอดเวลา สามารถลดต้นทุนในกระบวนการผลิต ทำให้ไม่จำเป็นต้องนำเข้าเครื่องจักรจากต่างประเทศ ในขณะที่ประสิทธิภาพในการทำงานต้องดีกว่าเดิม
       
           ซึ่งผลงานที่จะส่งเข้าประกวดได้ในแต่ละปี ไม่ใช่เพียงแค่คิดแล้วจะส่งเข้าประกวดได้เท่านั้น แต่ต้องผ่านการทดสอบด้วยการนำมาใช้จริงก่อนอย่างน้อย 6 เดือน- 1 ปี จึงจะสามารถส่งเข้าประกวดได้ โดยผลงานแต่ละชิ้นที่ผ่านการประกวดจะถูกนำมาใช้ในทำงานภายในบริษัทเท่านั้น ยังไม่เน้นสร้างออกมาในเชิงการพาณิชย์
       
           ขณะเดียวกันการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ไม่เพียงแค่ลดต้นทุนได้เท่านั้น แต่ยังสามารถสร้างผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับ "มิตรผล" นอกเหนือจากรายได้จากการขายน้ำตาลเพียงอย่างเดียว อาทิเช่น การทำโรงไฟฟ้าชีวมวลจากชานอ้อย ซึ่งสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าส่งขายให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิต คิดเป็นรายได้ปีหนึ่งมูลค่านับพันล้าน หรือการนำชานอ้อยที่เหลือจากการผลิตน้ำตาลมาผลิตเป็นไม้เคลือบเมลามีน ผลิตภัณฑ์ทดแทนไม้ ขายให้กับบริษัททำเฟอร์นิเจอร์
       
           นอกจากนั้นพนักงานของมิตรผลยังสามารถนำของเสียที่เกิดจากการผลิต แปรเปลี่ยนให้เกิดเป็นมูลค่า จึงทำให้ปัจจุบันบริษัทมีของเสียจากการผลิตเป็นศูนย์(Zero Waste) เช่น ขี้เถ้าของชานอ้อยและตะกอนจากบ่อบำบัดน้ำทิ้ง ซึ่งเดิมทีต้องใช้งบประมาณในการกำจัดของเสียในส่วนนี้ไม่ต่ำกว่าปีละ 5 ล้านบาท แต่พนักงานได้นำขี้เถ้าและตะกอนมาเป็นส่วนหนึ่งของการผลิตอิฐบล็อกแทนการใช้ดินเหนียว ส่งผลให้อิฐบล็อกที่ได้มีน้ำหนักเบากว่าอิฐปกติ 50% ในขณะที่ต้นทุนถูกว่าการซื้ออิฐครึ่งต่อครึ่ง ซึ่งในขณะนี้อยู่ในช่วงทดสอบถึงคุณภาพด้านอื่นๆเพื่อพัฒนาต่อยอดให้สามารถใช้ได้จริง
       
ทุ่มงบสร้างบุคลากร เรียนรู้รอบด้าน
       
           ทั้งนี้เบื้องหลังของการสร้างสรรค์นวัตกรรมเป็นเพราะ “มิตรผล” ตระหนักดีว่า "บุคลากร" คือปัจจัยสำคัญที่สร้างความแตกต่าง ความสำเร็จ หรือความล้มเหลวให้กับองค์กร จึงมุ่งเน้นในเรื่อง การค้นหา พัฒนา ส่งเสริมให้พนักงานมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ การทำงานมีรูปแบบเป็นลักษณะของการดึงเอาศักยภาพที่ดีที่สุดของบุคลากรออกมา
       
           มุ่งเน้นในเรื่องการมีส่วนร่วม เปิดโอกาสให้พนักงานแสดงความคิดเห็นได้ทุระดับทุกแผนก และรักษาบุคลากรอันเป็นกำลังสำคัญในการนำพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จ รวมถึงการสร้างเสริมศักยภาพให้บุคลากรสามารถ สร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในอนาคต
       
           มิตรผลเองจึงมีแนวทางการพัฒนาคนด้วยการใช้วิธีการที่หลากหลาย แต่ยังคงเน้นหนักไปที่เรื่องการฝึกอบรมในหลักสูตรระยะสั้นเพื่อให้ทั่วถึงกับพนักงานทุกคน โดยมีกำหนดขั้นต่ำว่าพนักงานทุกคนจะต้องเข้าอบรม 20 ชั่วโมงต่อปี ไม่ว่าพนักงานนั้นจะอยู่ฝ่ายไร่ ฝ่ายการผลิตหรือฝ่าย back office ซึ่งหลักสูตรก็จะเหมาะสมกับลักษณะงานที่แต่ละคนทำอยู่
       
           นอกจากนั้นหากมีการสัมมนาเรื่องใดที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจและสำคัญต่อการพัฒนาคนของบริษัท มิตรผล ก็จะส่งพนักงานเข้าร่วมอยู่เสมอ โดยเฉพาะการสัมมนาระดับโลก ซึ่งทุกๆ 3 ปี บริษัทจะส่งพนักงานเข้าร่วมการประชุมน้ำตาลโลก ISSCT (International Society of Sugar Cane Technologis Congress) ซึ่งปีนี้จัดที่ประเทศแอฟริกาใต้ โดยปีหนึ่งจะส่งคนไปไม่ต่ำกว่า 10 คน
       
           ซึ่งพนักงานที่ไปประชุมในระดับโลกจะต้องกลับมาแชร์ความรู้ที่ได้รับจากงานให้กับเพื่อนๆพนักงานด้วยกันอีกหลายพันคน เพื่อกระจายความรู้ด้านนวัตกรรมให้รับรู้อย่างทั่วถึงภายในองค์กร ว่าในขณะนี้อุตสาหกรรมน้ำตาลของโลกเขาอยู่ในระดับไหน มีนวัตกรรมอะไรใหม่ๆเกิดขึ้นบ้าง
       
           ยิ่งไปกว่านั้น ชุรี ยังได้คิดหาวิธีในการกระตุ้นให้พนักงานมีความคิดในเชิงการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอด้วยวิธีอบรมแบบ Day to Day ด้วยการสื่อสารผ่านตัวการ์ตูนฮีโร่ที่เธอคิดขึ้นมาเอง 6 ตัว 6 คาร์แร็กเตอร์ ซึ่งฮีโร่แต่ละตัวจะเป็นตัวแทนของ core competency ในแต่ละข้อ ตัวอย่างเช่น Winnie เป็นตัวแทนของการมุ่งมั่นสู่ความสำเร็จ หรือ smilie ซึ่งเป็นตัวแทนของความใส่ใจในการบริการ
       
           ซึ่งวิธีการทำการ์ตูนฮีโร่ขึ้นมานั้นเกิดจากที่เธอเห็นถึงจุดอ่อนของการเทรนนิ่งในชั้นเรียนที่ส่วนใหญ่แล้วเมื่อออกมาจากห้องเรียนแล้ว ความรู้ที่ได้รับจะเหลือเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ ยิ่งนานไปก็เลือนหาย แต่เมื่อเปลี่ยนมาเป็นการ์ตูนเนื้อหาสั้นๆ ไม่เกิน 2-3 นาที พนักงานสามารถทบทวนความรู้ได้ทุกเวลาเมื่อว่างจากการทำงาน เพียงแค่คลิกเข้ามาที่คอมพิวเตอร์เท่านั้น
       
           นวัตกรรมต่างๆจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากองค์กรไม่มีการส่งเสริมอย่างจริงจังและต่อเนื่อง แต่มิตรผลมีระบบที่ส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดนวัตกรรมอย่างเต็มที่ กล่าวคือ ถ้าพนักงานคนใดต้องการทดลองสร้างนวัตกรรมใหม่ๆขึ้นมา บริษัทก็จะสนับสนุนห้องแล็ป สนับสนุนงบประมาณในการทดลอง บางคนหากต้องการพัฒนาในเชิงลึกอย่างจริงจังก็จะส่งไปเรียนต่อเพื่อทำวิจัยกับอาจารย์ในมหาวิทยาลัย ในอนาคตบริษัทจะเตรียมที่จ้างผู้เชี่ยวชาญเข้ามาเพื่อถ่ายทอดความรู้ให้กับพนักงานโดยตรงเพื่อให้พนักงานสามารถเรียนรู้และพัฒนาองค์ความรู้อย่างแข็งแกร่งมาก
       
           นอกจากการส่งเสริมพนักงานด้านนวัตกรรมแล้ว มิตรผลยังส่งเสริมสร้างรายได้ให้กับแม่บ้านของพนักงาน อาทิเช่น การแบ่งพื้นที่ให้ปลูกผักเพื่อนำไปขาย การนำนวัตกรรมที่พนักงานคิดค้นมาทำเป็นธุรกิจของชุมชนเพื่อส่งเสริมให้เกิดรายได้เสริมกับครอบครัวของพนักงาน จากนโยบายต่างๆที่สนับสนุนพนักงาน รวมทั้งระบบการประเมินผลงานของพนักงานที่เป็นธรรมด้วยการประเมินจากเจ้านายหลายคน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่พนักงานหลายคนจะมีอายุการทำงานตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป
       
           องค์กรมิตรผลจึงน่าจะเป็นตัวอย่างให้กับธุรกิจการเกษตร หรือแม้แต่ธุรกิจในอุตสาหกรรมอื่นๆที่จะนำแนวทางในพัฒนาศักยภาพของคนเพื่อการขับเคลื่อนองค์กร

ทิศทางตลาดไอทีปี 2554

จีอีเปลี่ยนเกมชูโมเดล “นวัตกรรมย้อนรอย”


เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ผู้บริโภคถามหาของถูกและดี ยักษ์ใหญ่อย่าง “จีอี” จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนเกมจากสินค้าพรีเมียม บ่ายหน้าสู่นวัตกรรม
“Shift Power to Where the Growth Is” ทุ่ม..สรรพกำลังไปในส่วนที่เติบโต เพื่อรักษาตำแหน่งความเป็นผู้นำ และเพื่อสร้างความเติบโตอย่างต่อเนื่อง
เป็นกลยุทธ์ทางธุรกิจของจีอี หรือ บริษัท เจนเนอรัล อิเลคทริค บริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติอเมริกาที่กำลังขยับหมากธุรกิจตัวเองสู่ตลาดประเทศที่กำลังร้อนแรงอย่างเช่น จีน อินเดีย รวมไปถึงตลาดประเทศที่กำลังพัฒนา
ด้วยเหตุที่รายได้กว่าครึ่งของจีอีขณะนี้มาจากทั่วโลก กลยุทธ์ต่อตลาดต่างประเทศจึงมีความหมายต่อจีอี
ความหลากหลายของธุรกิจจีอีที่มีรายได้จาก 3 ส่วนหลักได้แก่ อินฟราสตรัคเจอร์ 54% ไฟแนนซ์ 37% และมีเดีย 9% ของรายได้รวมจีอีทั่วโลกประมาณ 1.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และครอบคลุมหลายภูมิภาค ทำให้จีอีจำเป็นต้องมีโมเดลธุรกิจที่หลากหลายมากขึ้น
รวมทั้งใช้กลยุทธ์ที่เหมาะสมสำหรับตลาดต่างๆ
จีอีไม่แตกต่างจากบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งหลาย ที่เมื่อเติบโตมาระยะหนึ่ง อัตราการเติบโตก็ไม่หวือหวาเหมือนก่อน มิหนำซ้ำธุรกิจยังเจอมรสุมต่อเนื่อง แม้ว่าผู้บริหารจะแก้ปัญหาด้วยวิธีต่างๆ เช่น ตัดขายธุรกิจบางส่วน หรือเทคโอเวอร์กิจการที่สนับสนุนการโต
แต่ดูเหมือนว่าผลงานที่ออกมาจะยัง “ไม่เข้าตา” นักลงทุนอยู่ดี
เจฟฟ์ อิมเมลท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารจีอี จึงประกาศกลยุทธ์ใหม่ให้เหมาะกับสถานการณ์ เริ่มที่ จีอี เฮลท์แคร์ กลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์เพื่อดูแลสุขภาพ ซึ่งจีอีเป็นเจ้าตลาดเครื่องมือแพทย์อยู่
เมื่อประเมินว่า สภาพเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ผู้ประกอบการหลายค่ายต้องงัดกลยุทธ์เล่นสงครามราคาให้สอดคล้องกับกำลังซื้อลูกค้า ตลาดเครื่องมือแพทย์ก็ไม่อยู่ในข่ายเว้นที่จะตามรอยสินค้าคอนซูมเมอร์ โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาที่ลูกค้าถามหาของดีของถูก
จึงนำมาซึ่งความหวั่นใจของจีอีว่า จะสูญเสียส่วนแบ่งให้กับผู้ผลิตจากจีน อินเดีย ที่เริ่มเข้ามาในตลาดประเทศโลกที่ 3 หรือประเทศกำลังพัฒนา
“เรามีปัญหาเหมือนกัน เพราะเครื่องมือหลายๆ อย่าง ชิ้นส่วนหลายชิ้นส่วน พรรคพวกเพื่อนฝูงในวงการบอกว่า ทำได้เหมือนจีอี ซื้อของเขาดีกว่า” พรเลิศ ลัธธนันท์ ประธานบริหาร เจเนอรัล อิเลคทริค ประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (จีอี) เล่าถึงภาวะการแข่งขัน
ก่อนหน้านี้ จีอี เฮลท์แคร์ ดำเนินงานเหมือนแผนกอื่นๆ เน้นให้บริการผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ที่ผลิตขึ้นสำหรับตลาดที่มีรายได้สูง
แต่สภาพตลาดที่กำลังซื้อหดตัวแบบนี้ จะให้จีอีไปฟาดฟันสงครามราคากับคู่แข่งตรงๆ ดูจะเสีย “ศักดิ์ศรี” แชมป์
จึงตกเป็นภารกิจของอิมเมลท์ซึ่งเคยเป็นซีอีโอกลุ่มจีอีเฮลท์แคร์ ก่อนขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งของจีอีต้องแก้เกมการแข่งขัน
อิมเมลท์ ผู้บริหารดีกรีปริญญาโทจากฮาวาร์ดเลือกที่จะปรับเปลี่ยนรูปแบบการส่งออกไปยังตลาดที่กำลังเติบโต ตลาดกำลังพัฒนา ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นทุนต่ำที่มีนวัตกรรมก้าวหน้า และตอบสนองตามระดับความต้องการและความพึงพอใจในตลาดนั้นๆ
นั่นหมายถึง ”ราคา” ที่ถูกลง คุณภาพหรือประสิทธิภาพเพียงพอกับระดับความต้องการ ซึ่งอิมเมลท์เชื่อว่าในตลาดใหม่เหล่านี้น่าจะใหญ่กว่าตลาดเดิมถึง 10 เท่าด้วยซ้ำ
ขณะเดียวกันนอกจากจะตอบสนองความต้องการตลาดในประเทศกำลังพัฒนาแล้ว จีอียังสามารถนำความคิดหรือวิธีพัฒนาโพรดักท์ ”ย้อนกลับ” ไปใช้ในตลาดที่พัฒนาได้ด้วย
วิธีการนี้เรียกว่า “Reverse Innovation” หรือ “นวัตกรรมย้อนรอย”
นั่นคือ แทนที่จะพัฒนานวัตกรรมเครื่องมือแพทย์ขึ้นในประเทศพัฒนา แล้วส่งออกมาขายทั่วโลกเหมือนสมัยก่อน ซึ่งเป็นวิธีที่ยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมต่างๆ นิยมทำกัน ก็เปลี่ยนเป็นดูความต้องการของตลาดนั้นๆ ว่าต้องการอะไร
แล้วพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะกับความต้องการตลาด
ตรงตามหลักการทำงานข้อแรกของจีอี นั่นคือ  “External Focus” คือ คุณต้องตามตลาด ตามพาร์ทเนอร์ ตามสิ่งที่โลกต้องการ เป็นการใช้กลยุทธ์ที่สะท้อนจากความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนไป รวมถึงวิธีแสวงหาโอกาสใหม่ๆ ในตลาดเฮลท์แคร์ ขณะเดียวกันยังใช้ “ตีกัน” คู่แข่งที่จะเข้ามาในตลาดนั้นๆ
“การพัฒนาเครื่องมือแพทย์ให้มีนวัตกรรม มีราคาต่ำลง หรือเป็นอุปกรณ์ที่ไม่ซับซ้อน เพื่อจำหน่ายในตลาดเกิดใหม่ หรือแม้กระทั่งในสหรัฐฯ เป็นการป้องกันคู่แข่งหน้าใหม่ที่จะเข้ามาชิงตลาด”  อิมเมลท์ กล่าวไว้เช่นนั้น
ขณะที่พรเลิศเฉลยว่า ข้อดีของการทำนวัตกรรมย้อนรอยท่ามกลางภาวะการแข่งขันที่รุนแรง คือ ช่วยร่นระยะเวลาในการพัฒนานวัตกรรม สามารถส่งผลิตภัณฑ์สู่ตลาดเร็วสุด เท่ากับช่วยลดต้นทุน
เพราะการเป็น “รายแรก” ในตลาดจะมีโอกาสทางการตลาดมากกว่าคู่แข่งนั่นเอง
ทำไม? จีอี ถึงเลือกกลุ่มธุรกิจเฮลท์แคร์มานำร่องแนวคิดของการทำนวัตกรรมย้อนรอย
พรเลิศเฉลยว่า เหตุที่เฮลท์แคร์เป็นพระเอก เพราะจุดแข็งเรื่องการตรวจหาอาการผ่านเทคโนโลยีต่างๆ ในลักษณะ “Service Innovater” ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก โดยทิศทางการดำเนินงานทั่วโลกต่างเน้นเรื่อง “Healthymagination” ในการพัฒนานวัตกรรมธุรกิจทางด้านสุขภาพ
การที่จีอีมีเทคโนโลยีที่สมบูรณ์มากกว่าตั้งแต่ต้นน้ำจนปลายน้ำ เลือกเล่นด้วยวิธีการนี้ในตลาด เชื่อว่า คู่แข่งคงหนาวๆ ร้อนๆ เหมือนกัน
แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำให้เกิดนวัตกรรมย้อนรอย 2 ทางอย่างที่พูด เพราะเป็นการดำเนินงานที่ “สวนทาง” กับการทำตลาดแบบศูนย์รวม และแบบแผนการดำเนินงานที่ยึดถือมานานนับทศวรรษ
“ปัญหามีอยู่ว่า ในส่วนของอาร์แอนด์ดีนั้นเขาค่อนข้างสเปเชียลลิสท์ แต่ละศูนย์ก็มีความชำนาญเฉพาะด้าน อยู่ๆ จะให้ทีมเซลส์ที่ไหนก็ไม่รู้จะเอาโพรดักท์ซึ่งดีไซน์มาอย่างดีไปแก้ให้เหมาะกับตลาด ย่อมเกิดปัญหาตามมา
เหมือนคุณทานอาหารในบางร้าน แล้วคุณไปเติมเครื่องปรุง เขาจะไล่คุณออกจากร้านได้เลยเพราะพ่อครัวมั่นใจในฝีมือเขา” พรเลิศเล่า
จีอีได้ปรับระบบโดยเซ็ตโมเดลใหม่ขึ้นมา
ในกระบวนการใหม่ มีการแยกศูนย์รวมและดำเนินงานที่มุ่งเน้นตลาดท้องถิ่นโดยเฉพาะ ค้นหาไอเดียสดใหม่เพื่อรักษาความเป็นผู้นำ ด้วยการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีสำหรับผลิตผลิตภัณฑ์ในระดับราคาที่สามารถทำได้จริง
ผู้บริหารในแต่ละตลาดมีอำนาจที่จะตัดสินใจว่าจะเลือกสินค้าใด ผลิตแบบไหน จำหน่ายอย่างไร
จีอียังได้จัดตั้งทีมพัฒนาตลาดใน 12 พื้นที่ทั่วโลกเพื่อเป็นหน่วยปฏิบัติการสำรวจความเป็นไปได้ในการขยายฐานลูกค้า นอกเหนือจากตลาดพรีเมียมในประเทศที่พัฒนาแล้ว
ตลาดที่จีอีมุ่งไป นอกจากเป็นประเทศกำลังพัฒนาแล้ว ยังมีกลุ่มประเทศบริก อย่างจีน รัสเซีย บราซิล อินเดีย ซึ่งเป็นตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ เพราะเป็นประเทศใหญ่ มีพลเมืองจำนวนมาก มีเม็ดเงินมหาศาล
ทั้งนี้ผู้บริหารจีอีเชื่อว่า นวัตกรรมย้อนรอยจะทำให้อัตราการเติบโตแง่รายได้เพิ่มขึ้น 2-3 เท่าของเศรษฐกิจในแต่ละตลาด เช่น ถ้าประเทศจีนเติบโต 9% อัตราโตของจีอีในตลาดจีน 3 เท่าจะเท่ากับ 27% หรือถ้าโต 2 เท่าก็เท่ากับ 18%
รวมทั้งยังตั้งเป้าลดต้นทุน 20% เพิ่มคุณภาพ 20% และจะเพิ่มการเข้าถึงของผู้คน 50%
ล่าสุด จีอีได้ลงทุนด้านอุปกรณ์การผลิตในประเทศอินเดีย จีน และประเทศอื่นๆ สำหรับการผลิตสินค้าเพื่อตลาดดังกล่าวโดยเฉพาะ ขณะเดียวกันได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบสินค้าเพื่อให้ตอบสนองความต้องการของตลาดสหรัฐอเมริกาและตลาดในทวีปเขตเหนือ โดยบริษัทได้ริเริ่มใช้กลยุทธ์นวัตกรรมย้อนรอย และสำรวจความเป็นไปได้ของการใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ในธุรกิจ
หลักการเบื้องต้นในการสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้คือ เมื่อผลิตภัณฑ์จากจีอี “ติดตลาด” ที่กำลังเติบโตอย่างแข็งแกร่งแล้ว บริษัทจะนำผลิตภัณฑ์นั้นส่งขายไปทั่วโลก
รวมถึงกระบวนการบุกเบิกแอพพลิเคชั่นใหม่ๆ เพื่อสร้างมาตรฐานราคาที่ต่ำลง
แม้กระทั่งการใช้นวัตกรรมต่างๆ เข้าไปทดแทนผลิตภัณฑ์ที่มีมาร์จินสินค้าสูงกว่าในประเทศร่ำรวย
จึงไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมจีอีถึงได้ลงทุนทั้งด้านทรัพยากรบุคคล เงินทุน และระบบการดำเนินงานที่สามารถเข้าถึงเครือข่ายขององค์กรในระดับโลกให้กับหน่วยธุรกิจของบริษัทในประเทศจีน และประเทศอื่นๆ ในเอเชีย เพื่อกระตุ้นความเติบโตไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ตามภารกิจครั้งใหม่นี้
โดยในช่วงเวลานี้จนถึงปี 2558 จีอีประกาศทุ่มงบลงทุนในโครงการนี้ประมาณ 6 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยวงเงิน 3 พันล้านเหรียญจะถูกใช้ในการพัฒนานวัตกรรมของผลิตภัณฑ์ให้เข้ากับตลาด
“ถึงแม้ว่าตลาดในโลกจะไม่คล้ายคลึงกัน คนจีนกับอินเดียคงมีความแตกต่างกัน คนไทยกับคนมาเลเซียต่างกัน ทำอย่างไรให้จีอีที่ทำตลาดใน 130 ประเทศปรับตัวให้เข้ากับทุกตลาดได้ Reverse Innovation จะเป็นวิธีการอย่างหนึ่งที่เสริมแนวคิดนี้” พรเลิศระบุ
สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า จีอี พร้อมที่จะรับ “Paradigm” หรือกระบวนคิดวิเคราะห์ วิธีคิด วิธีปฏิบัติ เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะแวดล้อม เงื่อนไขในแต่ละยุค และสถานการณ์ของโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงหลังจากเกิดวิกฤติการเงิน
แนวการปรับตัวที่สำคัญก็คือ บริษัทจะต้องมีความคล่องตัวอย่างยิ่งในโลกธุรกิจที่มีความเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้น
นวัตกรรมย้อนรอยของจีอีเป็นไปเพื่อเข้าครอบครองพื้นที่ตลาดใหญ่ๆ ที่กำลังเติบโตก่อนคู่แข่ง เพื่อสร้างยอดขายทดแทนของจีอีที่สูญเสียไปในตลาดหลักของบริษัท
นวัตกรรมนี้จึงถูกระบุว่า ไม่ใช่เป็นแค่ทางเลือก แต่เป็นสิ่งที่ “จำเป็น” เสมือนออกซิเจนในการดำรงชีวิต

นวัตกรรมกลยุทธ์

“นวัตกรรม” กลยุทธ์หลักเพื่อกระตุ้นการเติบโตทางธุรกิจ
                                                 Image 


หลายองค์กรยังมีการวางกลยุทธ์และแผนงานรายปี บริษัทที่ดำเนินธุรกิจแบบดั้งเดิมนี้จึงมักประสบปัญหาขาดแนวคิดริเริ่มใหม่ๆ ที่จะช่วยกระตุ้นให้ธุรกิจเกิดผลกำไรมากขึ้น ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในปัจจุบันต่างให้ความสำคัญกับนวัตกรรมและเทคโนโลยี เป็นกลยุทธ์หลักทางธุรกิจขององค์กรเพื่อกระตุ้นการเติบโตของธุรกิจ
  องค์กรหลายแห่งยังคงมีแนวทางวางกลยุทธ์ทางธุรกิจแบบเก่าอยู่ ซึ่งรวมไปถึงการสร้างฐานข้อมูลของตลาด เพื่อนำมาวิเคราะห์กลุ่มลูกค้า ส่วนแบ่งของตลาด และคู่แข่ง ในขณะที่มองเทคโนโลยี และกระบวนการเป็นเพียงช่องทางในการทำธุรกรรมอันเกี่ยวข้องกับกลยุทธ์ที่ได้วางไว้ นวัตกรรมและเทคโนโลยีจึงกลายเป็นจุดบอดของธุรกิจที่กำลังแผ่วงกว้างมากขึ้นในปัจจุบัน

นวัตกรรมสร้างโอกาสทางธุรกิจเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนได้อย่างแท้จริง นวัตกรรมแตกต่างจากการเติบโตโดยทั่วไปคือคู่แข่งไม่สามารถเลียนแบบได้ ดังนั้นนวัตกรรมจึงเป็นสิ่งที่ทำให้ธุรกิจขยายตัวและเติบโตได้อย่างมั่นคงได้มากกว่าการนำเสนอสินค้าและบริการแบบเดิมๆ ในรูปแบบที่ต่างออกไป

ทำไมการเติบโตจึงสำคัญนัก? IBM Institute of Business Value ได้จัดทำรายงานที่มีชื่อว่า The Growth Triathlon พบว่า อัตราการเติบโตของผลกำไรขององค์กรที่มีนวตกรรมมีโอกาสที่เพิ่มมูลค่าหุ้นได้มากกว่าสองเท่า รายงานนี้เป็นรายงานการศึกษาจาก Standard and Poor’s Global 1200 ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา และเป็นรายงานที่ประกอบไปด้วยดัชนีจากบริษัทต่างๆ ทั่วโลกที่เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป

การเติบโตโดยใช้นวัตกรรมคือการหาช่องทางที่จะนำเสนอคุณค่าใหม่ๆ ให้กับกลุ่มลูกค้าและตลาดที่มีอยู่เดิม หรือสร้างตลาดใหม่ การนำนวัตกรรมมาใช้จะช่วยเร่งให้ตามความต้องการของตลาดได้ทันและลดความเสี่ยงในการเกิดความล้าหลัง และยังช่วยให้คาดการณ์สถานการณ์ต่างๆ และวางแผนในการแข่งขันกับคู่แข่ง

นวัตกรรมจะช่วยให้ธุรกิจตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงอันรวดเร็วของตลาด และความซับซ้อนของธุรกิจที่เพิ่มขึ้นที่ไม่สามารถจัดการได้ด้วยแผนงานแบบเดิม ตัวอย่างที่ดีที่สุดในเรื่องนี้คือบริษัท โพรเกรสซิฟซึ่งเป็นบริษัทประกันภัยรถยนต์ที่ใหญ่เป็นอันดับสามของสหรัฐอเมริกา โพรเกรสซิฟได้สร้างนวัตกรรมมาอย่างสม่ำเสมอ ทำให้บริษัทมีผลกำไรดีและเติบโตอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด ในปี 2546 รายได้สุทธิของบริษัทโพรเกรสซิฟเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้านี้ถึง 88% ตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้นมา มูลค่าหุ้นบริษัท โพรเกรสซิฟก็เป็นที่น่าพอใจทั้งที่วัดจากดัชนีหุ้นดาวน์โจนส์ ดัชนีประกันภัย และ S&P 500

นวัตกรรมต่างๆ ที่บริษัทโพรเกรสซิฟได้สร้างขึ้นสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งเป็นอย่างมาก ตัวอย่างเช่นในปี 2540 บริษัทได้นำเสนอช่องทางให้ลูกค้าสามารถเลือกซื้อประกันรถยนต์ทางช่องทางการขายออนไลน์ได้แบบเรียลไทม์เป็นครั้งแรก และในปี 2544 บริษัทได้บุกเบิกอุตสาหกรรมการประกันภัยรถยนต์ด้วยการสร้างระบบจ่ายเบี้ยประกันแบบไร้สายขึ้นเป็นครั้งแรก

นวัตกรรมจากปูนซีเมนต์

ปูนเสือร่วมกับคอตโต้ เดินหน้าผลักดันนวัตกรรมจากปูนซีเมนต์


เปิดตัวนิทรรศการ “Building Cloud” นวัตกรรมปูนซีเมนต์บนงานออกแบบสิ่งทอ ในงาน Bangkok Design Festival 2010
ปูนเสือร่วมกับคอตโต้ เดินหน้าผลักดันนวัตกรรมจากปูนซีเมนต์
เปิดตัวนิทรรศการ “Building Cloud” นวัตกรรมปูนซีเมนต์บนงานออกแบบสิ่งทอ
ในงาน Bangkok Design Festival 2010

            กรุงเทพฯ: 22 พฤศจิกายน 2553 - เอสซีจี ซิเมนต์ ผู้ผลิตและจำหน่ายปูนซีเมนต์แบรนด์ เสือ และคอตโต้ ในเอสซีจี ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ร่วมผลักดันการสร้างสรรค์นวัตกรรม สนับสนุนโครงการต่อยอดสร้างสรรค์งานศิลปะจากปูนซีเมนต์ โดยดีไซเนอร์ระดับโลกกับดีไซเนอร์ชาวไทย  พร้อมเผยโฉมงานออกแบบนวัตกรรมจากเทคนิคการหล่อผ้าและคอนกรีตเข้าด้วยกันภายใต้คอนเซ็ปต์ “Building Cloud”  ชวนผู้รักการแต่งบ้านและงานศิลป์ ร่วมชมนิทรรศการ 20-30 พ.ย. นี้ ในช่วงเทศกาล Bangkok Design Festival ที่เซ็นทรัลเวิร์ลด์   

ชัชวาลย์ เศรษฐบุตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามปูนซิเมนต์ขาว จำกัด ในเอสซีจี ซิเมนต์ เปิดเผย ว่า ในอดีต คนมักจะมองปูนซีเมนต์เป็นของไกลตัว และสนใจแต่เรื่องของความแข็งแกร่ง แต่ปัจจุบันรูปแบบงานสร้างสรรค์ของปูนซีเมนต์ได้รับการพัฒนาให้ตอบสนอง lifestyle ต่างๆ ของผู้คนได้มากขึ้น  ลูกค้านิยมเลือกใช้ปูนซีเมนต์ในการตกแต่งบ้านและอาคาร ไม่ว่าจะเป็น งานปูนเปลือย งานปูนฉาบสี ฉาบขาว งานหล่อหินทราย พื้นหินขัด Terrazzo และยังคงมีงานสร้างสรรค์ต่างๆ ออกมาใหม่ๆ อย่างไม่สิ้นสุด สินค้าปูนซีเมนต์  ในวันนี้  จึงไม่ได้เป็นแค่วัสดุโครงสร้างในงานก่อสร้าง แต่เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม และสามารถพัฒนา    ต่อยอดให้เกิดการใช้งานในรูปแบบที่หลากหลายและไร้ขีดจำกัด

ปูนเสือให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรมจากปูนซีเมนต์มาก จึงได้ร่วมกับคอตโต้ สนับสนุนโครงการพัฒนางานออกแบบที่นำเทคนิคการหล่อผ้ามาผสานกับการหล่อคอนกรีต ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันของ Ms.Trish Belford ศิลปินระดับโลกชาวไอร์แลนด์เหนือ และอ.จารุพัชร อาชวะสมิต ศิลปินชาวไทย เพื่อร่วมส่งเสริมการสร้างสรรค์งานศิลปะที่รังสรรค์จากปูนซีเมนต์ในรูปแบบใหม่ๆ ซึ่งนับเป็นโอกาสดีและหาได้ยากที่คนไทยจะได้มีประสบการณ์ร่วมกับศิลปินระดับโลก และเพื่อเป็นการเปิดมุมมองและจุดประกายความคิดสร้างสรรค์นวัตกรรมจากปูนซีเมนต์ต่อเนื่อง  ปูนเสือและคอตโต้จึงเตรียมแผนจัดกิจกรรมต่อยอด โดยชวนศิลปินทั้งสองชาติ มาร่วมจัด Workshop เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาทักษะการสร้างสรรค์นวัตกรรม   จากปูนซีเมนต์ กับกลุ่มนักศึกษา และสถาปนิก ในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า เราหวังที่จะส่งเสริมให้เกิดการ   เรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาเทคนิคใหม่ๆ ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมต่างๆ ที่    สร้างประโยชน์ให้กับผู้บริโภคในวงกว้าง ทั้งยังพัฒนาปูนซีเมนต์ให้มีคุณสมบัติการใช้งานที่หลากหลาย    พัฒนาวงการออกแบบและอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ต่อไป ชัชวาลย์กล่าวเพิ่มเติม

อนุวัตร เฉลิมไชย แบรนด์ไดเร็คเตอร์ สำนักงานบริหารแบรนด์ เอสซีจี ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง กล่าวว่า   คอตโต้มุ่งส่งเสริมและผลักดันการสร้างสรรค์งานออกแบบของคนไทยให้เติบโตสู่ระดับโลกมาอย่างต่อเนื่อง    เราได้เข้าไปมีส่วนร่วมในงาน Bangkok Design Festival ซึ่งเป็นงานใหญ่ที่รวบรวมผลงานออกแบบในศิลปะ     หลากหลายแขนงมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2007 และได้ชักชวนกลุ่มธุรกิจต่างๆ ของเอสซีจี เข้ามาร่วมด้วย โดยในปีนี้ นอกจากคอตโต้จะร่วมกับ เอสซีจี ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง จัดแสดงผลงานจากแนวคิดรูปแบบการใช้ชีวิต       ทั้งในปัจจุบันและอนาคต  เพื่อแสดงจุดยืนความเป็นผู้นำด้านงานออกแบบวัสดุก่อสร้างและตกแต่งแล้ว 
คอตโต้ยังได้ร่วมกับปูนเสือ สนับสนุนนิทรรศการ “Building Cloud” นวัตกรรมปูนซีเมนต์บนงานออกแบบสิ่งทอด้วย สำหรับคอนเซ็ปต์การออกแบบงานนี้ คือ การนำผ้าทอมือที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเอกลักษณ์ของผ้าไทยจาก 4 ภาค มาผสมผสานกับเอกลักษณ์ของเส้นด้ายลินินและผ้าลูกไม้จากไอร์แลนด์เหนือ  โดยใช้เทคนิคการผสมผสานการหล่อผ้าและคอนกรีตเข้าด้วยกัน จนออกมาเป็นชิ้นงานหล่อปูนซีเมนต์ที่ผสานกับลายผ้าอย่างสวยงาม มีคุณค่าทางศิลปะ และสามารถนำไปใช้กับงานตกแต่งบ้านได้ ในประเภทเดียวกันกับสินค้า Surface Covering ที่คอตโต้เป็นผู้นำตลาดอยู่  คอตโต้รู้สึกยินดีที่ได้มีส่วนร่วมในการส่งเสริมงานออกแบบใหม่ๆ และ          จุดประกายให้คนไทยสนใจเรื่องการสร้างสรรค์งานศิลปะกันมากขึ้น เรายังคงเดินหน้าส่งเสริมด้านนี้อย่างต่อเนื่อง และจะพร้อมจะนำแนวคิดแปลกๆ ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างไม่หยุดนิ่งมาประยุกต์ใช้กับงานออกแบบสินค้าให้มีมูลค่าเพิ่ม เสริมศักยภาพการเป็น Trend setter ของตลาด และสามารถต่อยอดทางธุรกิจต่อไป               

นิทรรศการ “Building Cloud” เป็นนิทรรศการงานออกแบบนวัตกรรมปูนซีเมนต์บนงานออกแบบสิ่งทอ โดยใช้เทคนิคการหล่อผ้าและคอนกรีตเข้าด้วยกัน ด้วยหลักการของการเติมเต็มของสสาร คอนกรีตจะไหลเข้าไปในพื้นที่ว่างระหว่างด้ายพุ่งและด้ายยืน ระหว่างรอยแยกและรอยห่างของผ้าที่ถูกสร้างขึ้น เมื่อผ้าและคอนกรีตรวมเป็นหนึ่ง ผ้าจะกลายเป็นพื้นผิวที่อ่อนนุ่มของคอนกรีต และคอนกรีตจะกลายเป็นหลักที่มั่นคงให้กับผ้า  ผู้สนใจสามารถเข้าชมนิทรรศการ Building Cloud ได้ในช่วงเทศกาล Bangkok Design Festival ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิร์ลด์ บริเวณโซน Forum ชั้น 2 ใกล้ B2S ระหว่างวันที่ 20-30 พฤศจิกายนนี้

ซิสโก้ผู้นำองค์กรสีเขียว

นวัตกรรมเพื่อการบริหารสถานศึกษา

นวัตกรรมเพื่อการบริหารสถานศึกษา

           การบริหารสถานศึกษาในยุคโลกาภิวัตน์และยุคของการปฏิรูปการศึกษาและการกระจายอำนาจทางการศึกษาจากส่วนกลางไปสู่ระดับสถานศึกษา ส่งผลให้ผู้บริหารสถานศึกษาต้องใช้ความสามารถและอำนาจในการตัดสินใจ และต้องมีภาวะผู้นำ มีความเป็นมืออาชีพในการบริหารจัดการ  ดังนั้นผู้บริหารสถานศึกษาจึงจำเป็นต้องมีความรู้ ความเข้าใจ และมีเครื่องมือในการบริหารจัดการ  นวัตกรรม  เป็นเครื่องมือประเภทหนึ่งที่มีประสิทธิภาพในการบริหารสถานศึกษาไปสู่เป้าหมาย  การบริหารสถานศึกษาแนวใหม่จึงจำเป็นต้องนำ นวัตกรรม มาเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารจัดการ
           เบื้องต้นจะต้องเข้าใจเกี่ยวกับความหมายของนวัตกรรม เพื่อจะได้เห็นความสำคัญและความสัมพันธ์กับการบริหารสถานศึกษาต่อไป
ความหมายของนวัตกรรม
          การที่จะรู้จักนวัตกรรมก็จะต้องเข้าใจถึงความหมายของนวัตกรรม เป็นเบื้องต้น ก่อนซึ่งมีผู้ให้ความหมายไว้หลายประการ  ดังนี้
         โธมัส  ฮิวซ์   :  นวัตกรรม เป็นการนำวิธีการใหม่ๆมาปฏิบัติหลังจากได้ผ่านการทดลองหรือได้รับการพัฒนามาเป็นขั้นๆแล้ว โดยมีขั้นตอนตามลำดับ คือ การคิดค้น การพัฒนา และนำไปปฏิบัติจริง  ซึ่งมีความแตกต่างจากการปฏิบัติเดิมที่เคยปฏิบัติมา (กีรติ  ยศยิ่งยง : 2552)
          กีรติ  ยศยิ่งยง  :  นวัตกรรม เป็นกระบวนการสร้างสรรค์ คิดค้น พัฒนา สามารถนำไปปฏิบัติจริง และมีการเผยแพร่ออกสู่ชุมชน ในลักษณะเป็นของใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน  หรือของเก่าที่มีอยู่แต่เดิมแต่ได้รับการปรับปรุงเสริมแต่งพัฒนาขึ้นใหม่ให้มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ สามารถนำไปใช้ในเชิงพานิชย์ได้ (กีรติ  ยศยิ่งยง : 2552)
            วรภัทร์  ภู่เจริญ  :  นวัตกรรม คือ เครื่องมืออย่างหนึ่งในความเป็นนักประกอบการมืออาชีพ
                                      :   นวัตกรรม คือ การกระทำต่างๆที่นำเอาทรัพยากรต่างๆมาทำให้เกิดขีดความสามารถใหม่ๆในทางที่ดีขึ้น
                                      :  “ นวต” มาจากคำว่า ใหม่(new หรือ nuvo) เมื่อพ่วงคำว่า  “กรรม” ที่แปลว่า การกระทำ  ลงไป   จะกลายเป็น  การกระทำใหม่ๆ หรือ ผลงานใหม่ๆซึ่งถ้าแปล
นวัตกรรม = การกระทำใหม่ๆดูออกจะแคบเกินไป เพราะนวัตกรรมมีความหมายที่กว้าง และยิ่งใหญ่กว่าแค่ทำอะไรใหม่ๆ
               จากที่กล่าวมาข้างต้น ผู้เขียนคิดว่า  นวัตกรรม  คือ  เครื่องมือ รูปแบบ  วิธีการ ที่สร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่ หรือ ปรับปรุง ต่อยอดของเดิมเพื่อใช้ในการแก้ปัญหา  พัฒนาองค์กรให้บรรลุตามเป้าหมาย
               การบริหารสถานศึกษากับนวัตกรรมจึงจำเป็นจะต้องอยู่คู่กันไป  เพื่อนำไปสู่ความสำเร็จในการบริหารจัดการ  และนวัตกรรมในการบริหารมีอยู่หลายประเภท ซึ่งมีนักวิชาการและนักนวัตกรรมได้แบ่งประเภทของนวัตกรรม ไว้ดังนี้
               สำนักนวัตกรรมแห่งชาติ(อ้างใน กีรติ  ยศยิ่งยง : 2552 ) แบ่งประเภทของนวัตกรรมออกเป็น  2  ประเภท คือ
               1.นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ (Product  Innovation) ที่ประกอบไปด้วยนวัตกรรมของผลิตภัณฑ์ที่จับต้องได้ กับผลิตภัณฑ์ที่จับต้องไม่ได้
               2.นวัตกรรมกระบวนการ (Process  Innovation) ที่ประกอบไปด้วยนวัตกรรมกระบวนการทางเทคโนโลยี และนวัตกรรมกระบวนการทางองค์กร
              เชลเวย์ เบคเกอร์ (อ้างใน กีรติ  ยศยิ่งยง : 2552 )  แบ่งนวัตกรรมออกเป็น 3 ประเภท คือ
             1.นวัตกรรมทางสินค้า (Product  Innovation) ในเรื่องเกี่ยวกับการสร้างสินค้าใหม่  การปรับปรุงสินค้าที่มีอยู่ หรือ รวมสินค้าที่มีอยู่เข้าไปในสินค้าใหม่
             2. นวัตกรรมทางกระบวนการ (Process  Innovation) ในเรื่องของการเปลี่ยนวิธีการผลิตสินค้า  รวมถึงรูปแบบการบริหาร หรือเกี่ยวข้องกับส่วนประกอบที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการ ที่มีผลต่อกระบวนการผลิตสินค้าใหม่หรือประสิทธิภาพในกระบวนการผลิต
              3.นวัตกรรมทางการตลาด (Marketing  Innovation)  ในเรื่องที่เกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์ ช่องทางการจัดจำหน่าย หรือการประเมินและการทำนายความต้องการของผู้บริโภค
             วรภัทร์   ภู่เจริญ  (การบริหารนวัตกรรมอย่างยั่งยืนและพอเพียง : 2550)  ได้แบ่งประเภทของนวัตกรรมออกเป็นดังนี้
  1. นวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์
  2. นวัตกรรมด้านกระบวนการ
  3. นวัตกรรมด้านการบริการ
  4. นวัตกรรมด้านการตลาด
  5. นวัตกรรมด้านการเงิน
  6. นวัตกรรมด้านภาษา ศิลปะ และวัฒนธรรม
  7. นวัตกรรมด้านการบริหารจัดการ และการปกครอง
  8. นวัตกรรมด้านความศรัทธา ความคิด และความเชื่อ
        Ralph  Kate (การบริหารจัดการนวัตกรรม : 2550)  ได้แบ่งประเภทของนวัตกรรมไว้ดังนี้
           1.นวัตกรรมส่วนเพิ่มและนวัตกรรมที่สร้างความเปลี่ยนแปลงจากเดิมโดยสิ้นเชิง
           2.นวัตกรรมในกระบวนการ
           3.นวัตกรรมในบริการ
        ประเภทของนวัตกรรมที่กล่าวมา  ในทัศนของผู้เขียนคิดว่าประเภทของนวัตกรรมน่าจะแบ่งออกเป็น  5  ประเภทดังนี้
          1.นวัตกรรมด้านการบริหารจัดการ  เป็นการสร้างนวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหา หรือ เพื่อการพัฒนาองค์กรในการบริหารจัดการที่นำไปสู่ความสำเร็จตามเป้าหมาย
          2.นวัตกรรมด้านการศึกษา ตามศาสตร์สาขาต่างๆ  เป็นนวัตกรรมที่ส่งเสริมการจัดการศึกษาในศาสตร์สาขาต่างๆเพื่อให้ผู้เรียน ผู้ศึกษาในระดับต่างๆมีความรู้ ความเข้าใจ เกิดการเรียนรู้ที่ถูกต้องและเร็วขึ้น
          3.นวัตกรรมด้านกระบวนการ เป็นการสร้างนวัตกรรมเพื่อให้มีกระบวนการในการดำเนินการเรื่องต่างๆให้ง่ายและรวดเร็วขึ้นและประสบความสำเร็จในการดำเนินการ
         4.นวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์  เป็นนวัตกรรมที่ส่งเสริมการผลิตที่สร้างสรรค์  แปลกใหม่  เหมาะกับบุคคลและยุคสมัยสะดวกในการใช้งาน
          5.นวัตกรรมด้านการตลาดและการบริการ  เป็นนวัตกรรมในการนำเสนอการขาย  การจำหน่ายสินค้า ผลิตภัณฑ์ต่างๆ  และการให้บริการที่เป็นที่พึงพอใจของผู้รับบริการ
         จากประเภทนวัตกรรมที่สรุปเป็นเบื้องต้น  ก็มีหลักการ  แนวคิด  ทฤษฎีที่เป็นหลักคิดหลักการบริหารที่ผู้บริหารสถานศึกษา  นำมาใช้ในการบริหารจัดการสถานศึกษา  ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่สำคัญอีกประเภทหนึ่งในการบริหารสถานศึกษาไปสู่  วิสัยทัศน์ และเป้าหมายที่กำหนดไว้ ซึ่งเครื่องมือ  หลักการ  แนวคิด  ทฤษฎี ที่เป็น นวัตกรรม  ในการบริหารดังกล่าว อธิเช่น
         1.การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน(School  Based  Management)  การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน  เป็นรูปแบบและแนวคิดการบริหารที่ต้องการกระจายอำนาจการบริหารและการจัดการศึกษาจากส่วนกลาง หรือจากเขตพื้นที่การศึกษาไปยังสถานศึกษาโดยตรง  ทำให้สถานศึกษามีอำนาจและความรับผิดชอบในการบริหารตนเองในลักษณะเชิงเบ็ดเสร็จ  มีความคล่องตัวและอิสระมากขึ้นในการตัดสินใจสั่งการเกี่ยวกับการบริหารสถานศึกษาในทุกด้านที่เกี่ยวกับภารกิจทั้งในด้านวิชาการและหลักสูตร การเงินและการงบประมาณ การบริหารงานบุคคล และการบริหารทั่วไป (อุทัย  บุญประเสริฐ : 2546 อ้างถึงใน เทคนิคการบริหาร สำหรับ นักบริหารการศึกษามืออาชีพ ,วีระยุทธ  ชาตะกาญจน์ :2552)
         2.การบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์(Result  Based  Management)ทิพาวดี เมฆสวรรค์( อ้างถึงใน เทคนิคการบริหาร สำหรับ นักบริหารการศึกษามืออาชีพ,วีระยุทธ  ชาตะกาญจน์ :2552)ได้ให้ความหมายของ  การบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์  ว่าเป็นการบริหารโดยมุ่งเน้นที่ผลลัพธ์หรือความสัมฤทธิ์ผลเป็นหลัก  ใช้ระบบการประเมินผลงานที่อาศัยตัวชี้วัดเป็นตัวสะท้อนผลงานให้ออกมาเป็นรูปธรรม  เพื่อการพัฒนาปรับปรุงกระบวนการการปฏิบัติงานให้ดียิ่งขึ้นและแสดงผลงานต่อสาธารณะ
         3.การประกันคุณภาพการศึกษา   คุณภาพการศึกษา หมายถึง คุณลักษณะของการจัดการศึกษาที่เป็นไปตามมาตรฐานของหลักสูตร ซึ่งก่อให้เกิดประสิทธิผลและประสิทธิภาพ โดยพิจารณาจากตัวชี้วัดผลการปฏิบัติงานว่ามีความสอดคล้องกับที่ได้กำหนดไว้เป็นอย่างดี  ทั้งนี้ต้องก่อให้เกิดความพึงพอใจแก่ผู้มารับบริการ อันได้แก่  นักเรียน และผู้ปกครอง อีกทั้งยังเป็นการตอบสนองความต้องการของสังคมที่ต้องการผู้สำเร็จการศึกษาที่มีความรู้ความสามารถ (วีระยุทธ ชาตะกาญจน์ : 2552)
        4.การจัดการความรู้  เป็นทั้งวิทยาศาสตร์และศิลปะศาสตร์ที่ผสมผสานกัน โดยยากที่จะให้คำจำกัดความที่ชัดเจน แต่อาจสรุปให้เกิดความเข้าใจง่ายๆ คือ การจัดการความรู้จะเป็นกระบวนการที่มีความสลับซับซ้อน ในการที่จะนำความรู้ที่มีอยู่มาสร้าง ขยายผล แบ่งปัน จัดเก็บ และใช้ประโยชน์ (ภารดร  จินดาวงศ์ : 2549)
      จากที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเพียง  เครื่องมือ  หลักการ  แนวคิด  ทฤษฎี ที่เป็น นวัตกรรม  ในการบริหารส่วนหนึ่งเท่านั้น ยังคงมีอีกเป็นจำนวนมาก  ทั้งนี้การนำไปใช้ เป็นนวัตกรรมในการบริหารจัดการสถานศึกษา ต้องขึ้นอยู่กับความเหมาะสมกับปัญหา บริทบทต่างๆของสถานศึกษานั้นๆ  ซึ่ง นวัตกรรม  แนวคิด  หลักการต่างๆที่นำมาใช้ในการบริหารจัดการ สิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งคือจะต้องเหมาะสมกับสภาพปัญหา  บริบทและความพร้อมของสถานศึกษานั้นๆ
     สถานศึกษาที่จะนำนวัตกรรม มาใช้เพื่อการบริหาร ให้ได้ผลดีมีความจำเป็นที่สถานศึกษานั้นจะต้องมีลักษณะขององค์กรเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรมด้วย  ซึ่งนักวิชาการได้ให้แนวคิดเกี่ยวกับองค์กรแห่งนวัตกรรม ไว้ดังนี้
     กานต์  ตระกูลฮุน:2551 (อ้างถึงในองค์กรแห่งนวัตกรรม แนวคิดและกระบวนการ ,กีรติ  ยศยิ่งยง :2552)  ได้อธิบายไว้ว่า  องค์กรแห่งนวัตกรรม เป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญใน การผลักดันธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน  ทั้งในด้านการคิดพัฒนาสินค้า บริการรูปแบบธุรกิจ กระบวนการทำงาน  และการสร้างบุคลากรในทุกระดับ
    กีรติ   ยศยิ่งยง : 2552  ได้ให้แนวคิดเกี่ยวกับ องค์กรแห่งนวัตกรรม ไว้ดังนี้ องค์กรแห่งนวัตกรรม เป็นแนวคิดการบริหารจัดการองค์กรแนวใหม่   ในการปรับเปลี่ยนคุณลักษณะองค์กร หรือปรับเปลี่ยนพฤตติกรรมองค์กร  ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยปรับเปลี่ยนมาก่อน เพื่อตอบสนองต่อสิ่งเร้าของบริบทโลกาภิวัตน์ที่มีความรู้และนวัตกรรมเป็นปัจจัยหลักในการเพิ่มคุณค่า  พัฒนา ผลิตสินค้าและบริการที่ดีมีคุณภาพเพื่อตอบสนองความต้องการ และความพึงพอใจของลูกค้า ความอยู่รอด และความสามารถเชิงการแข่งขันขององค์กรในตลาดการค้าโลกเสรี
     จากที่กล่าวมาข้างต้น ในทัศนของผู้เขียน คิดว่า  องค์กรแห่งนวัตกรรม  เป็นองค์กรที่มีความพร้อมของบุคคลและบริบทขององค์กร ที่ความพร้อมในการเปลี่ยนแปลงไปสู่การพัฒนาการเป็นองค์กรที่มีความเป็นเลิศ โดยการใช้นวัตกรรมต่างๆเป็นเครื่องมือในการพัฒนา
     องค์กรจะใช้นวัตกรรมเพื่อการบริหารสถานศึกษาได้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย การดำเนินการให้องค์กรพร้อมที่จะเป็น องค์กรแห่งนวัตกรรม เป็นปัจจัยที่สำคัญในการนำนวัตกรรมมาใช้เพื่อการบริหาร  หากองค์กรไม่มีความพร้อมในการรองรับนวัตกรรมทั้งในด้านบุคลากรและบริบทต่างๆขององค์กร ก็ไม่สามารถนำนวัตกรรมมาใช้เพื่อการบริหารเพื่อนำองค์กรหรือสถานศึกษาไปสู่ความสำเร็จ
   สรุป นวัตกรรมเพื่อการบริหารสถานศึกษา  เป็นเครื่องมือหนึ่งในการบริหารจัดการซึ่งการนำไปใช้จะประสบความสำเร็จหรือไม่ ขึ้นอยู่กับปัจจัยและบริบทต่างๆอีกหลายประการ ผู้บริหารสถานศึกษา บุคลากร ทีมงานต้องมีองค์ความรู้เกี่ยวกับนวัตกรรมในการบริหารที่นำมาใช้ สามารถปฏิบัติได้  ถ่ายทอดเป็น และองค์กรหรือสถานศึกษาต้องมีความพร้อมในการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ เพื่อนำไปสู่การเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรม  ในการรองรับนวัตกรรมเพื่อการบริหารสถานศึกษาต่อไป